∴ หุ่นชุดพระอริยสงฆ์

ประกอบด้วย   รูปหุ่นพระอริยสงฆ์   จำนวน   ๑๙   รูป

จากประสบการณ์ชีวิตของประติมากร   ด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อพระอริยสงฆ์ในฐานะที่เป็นปูชนียบุคคล   ผู้เป็นที่เคารพนับถือของเหล่าพุทธศาสนิกชน   คุณความดีของท่านในการสืบทอดศาสนา   ชี้นำทางสู่แสงสว่าง   และความสงบสุขแก่มวลมนุษย์   สะท้อนให้เห็นภาพว่าบ้านเมืองเรายังมีพระสงฆ์อีกมากมาย ซึ่งท่านไม่ได้ประกาศตัวเอง   ท่านบำเพ็ญวัตรปฏิบัติที่เป็นของพระสงฆ์   ให้ประชาชนได้รู้จักธรรมะที่แท้จริง   และก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม

ประติมากรรมแห่งชีวิต”  ชุด  “พระอริยสงฆ์”   

จำนวน   ๑๙   รูป   จึงได้รับการจำลองรูปลักษณ์ออกมาอย่างมีชีวิต   และประดิษฐานอยู่กลางองค์ประกอบและบรรยากาศที่ดูขลังดั่งเป็นจริง


∴ พระอริยสงฆ์ จำนวน   ๑๙   รูป ได้แก่ ∴

๑.ครูบาศรีวิชัย  

 

ครูบาศรีวิชัย   (สิริวิชโยภิกขุ) วัดบ้านปาง   อ.ลี้   จ.ลำพูน

            เกิดวันอังคาร ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีขาล พ.ศ. ๒๔๒๑ เดิมชื่อ ฟ้าฮ้อง บิดาชื่อนายควาย มารดาชื่อนางอุษา ตั้งแต่วัยเด็กท่านไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญ ไม่ทำบาป จึงขอบิดามารดาบวงเป็นสามเณรกับพระอาจารย์ขัติ เจ้าอาวาสวัดบ้านปาง   ซึ่งพระอาจารย์ได้ถ่ายทอดความรู้ การเขียนหนังสือไทย อักขระพื้นเมือง ภาษาบาลี และสันสกฤต จนอายุ ๒๑ ปี บรรพชาเป็นพระภิกษุ รับนามว่า “พระศรีวิชัย”   ท่านเป็นผู้ที่มีความเพียรในทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน เคร่งครัดในพระธรรมวินัย   ไม่ยินดีในลาภสักการะ   ฉันมังสวิรัติ   เป็นนักพัฒนา   เป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งล้านนา   เป็นผู้นำให้มีการสร้างและบูรณะศาสนสถานมากมายหลายแห่ง   เช่น   วัดบ้านปาง   วิหารจัตุรมุข   ครอบพระพุทธบาทตากผ้า สร้างวิหารและบูรณะพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย ในปี ๒๔๔๒ สร้างวัดดอนชัยทรายมูล และ เป็นผู้นำแรงศรัทธาของประชาชนในการสร้างถนนบนภูเขาไปถึงหน้าวัดดอยสุเทพ   จังหวัดเชียงใหม่   ชื่อถนนสายครูบาศรีวิชัย ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร     ท่านมักเดินธุดงค์ไปตามป่า เขา ถ้ำ   เพื่อหาที่สงบเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์   ๒๔๘๑   รวมอายุ ๖๐ ปี


๒.หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (ภูริทัตตเถระ) วัดป่าสุทธาวาส   จ.สกลนคร

            ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๑๓ ณ บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายคำด้วง และมารดาชื่อนางจันทร์ แก่นแก้ว มีพี่น้อง ๙ คน ท่านเป็นคนที่ ๖ เป็นคนแข็งแรง ว่องไว สติปัญญาดีมาตั้งแต่เด็ก ท่านบวชเป็นเณรเมื่ออายุ ๑๕ ปี และเมื่ออายุ ๑๗ ปี ได้ลาสิกขาไปช่วยทางบ้านทำงาน   ต่อมาอายุ ๒๒ ปี ได้เข้าศึกษาในสำนักพระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้รับอุปสมบทกรรมเป็นภิกษุที่วัดศรีทอง อำเภอเมืองอุบลราชธานี ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๓๖ และกลับไปศึกษาวิปัสสนากับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ ที่วัดเลียบต่อ ในเวลาต่อมาได้แสวงหาวิเวกบำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ รวมทั้งในกรุงเทพ ฯ จนได้รับความรู้แจ่มแจ้งในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัยในวัตถุศานา จึงกลับภาคอีสานทำการอบรมสั่งสอนสมถวิปัสสนาแก่สทธรรมมัก และอุบาสกอาบาสิกา     มีศิษยานุศิษย์ทั่วภาคอีสาน ต่อมาไปจำพรรษาที่วัดหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคมเพื่อสงเคราะห์สาธุชนในถิ่นนั้นมีผู้สนใจในการประพฤติ   ท่านเป็นบุรพาจารย์ของคณะกัมมัฏฐานทั่วประเทศ   เป็นผู้ที่ไม่ชอบทำการก่อสร้างสิ่งใด ๆ   แต่ใฝ่ในการบำเพ็ญเพียรภาวนาธรรม   เป็นที่เคารพและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ   ท่านบำเพ็ญประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมคือ   ท่านเทศน์อบรมสั่งสอนคนให้เป็นคนดี   มีศีลธรรม   มีสัมมาอาชีพ   ทำให้ง่ายแก่การปกครอง     ท่านบรรพชาและอุปสมบทในพระพุทธศาสนาด้วยความเลื่อมใสจริงๆ     นำคณะฟื้นฟูปฏิบัติธรรมวินัยให้ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติและพุทธโอวาท   คติธรรมบางส่วนของท่านที่สอนศิษย์คือ     “ดีใดไม่มีโทษ     ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ” และ    “ได้สมบัติทั้งปวงไม่ประเสริฐเท่าได้ตน   เพราะตัวเองเป็นที่เกิดของสมบัติทั้งปวง”   ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๒   รวมอายุ ๘๐ ปี


๓. หลวงปู่ทวด  

พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์  “สามีราโมภิกขุ” (หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด)   วัดช้างให้     จ.ปัตตานี

            หลวงปู่ทวด เดิมชื่อ ปู่ เกิดวันศุกร์ เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๒๕   ณ   บ้านสวนจันทร์   ตำบลชุมพล   เมืองจะทิ้งพระ   (คือ   อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ในปัจจุบัน) บิดาชื่อนายหู และนางจันทร์     ท่านเป็นผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องเป็นเลิศ     ชอบแสวงหาความวิเวก   เจริญสมาธิภาวนาธรรม   ได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดเสมาเมือง   จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ฉายา “สามีราโมภิกขุ”  เดินธุดงค์มาถึงกรุงศรีอยุธยา   จำพรรษาที่วัดราชานุวาส   ในครั้งที่กษัตริย์ประเทศลังกามาขอท้าสมเด็จพระมหินทราธิราช   แปลอักษรบาลีที่ทำด้วยทองคำ ตัวอักษรเล็กเท่าใบมะขาม   จำนวน ๘๔,๐๐๐ ตัว   กำหนดให้แปลภายใน ๗ วัน   ถ้าไม่ได้จะยึดกรุงศรีอยุธยา หลวงปู่ทวดช่วยแก้ปัญหาได้สำเร็จ   จึงได้รับสมณะศักดิ์เป็น   “พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์”   ท่านมรณภาพมากว่า ๔๐๐ ปี ท่านเป็นที่เคารพนับถือและเลื่อมใสศรัทธาของประชาชนมาโดยตลอด


๔. หลวงปู่ศุข

พระครูวิมลคุณากร   (หลวงปู่ศุข)  วัดปากคลองมะขามเฒ่า   อ.วัดสิงห์   จ.ชัยนาท

            เกิดวันที่   ๑๔ ตุลาคม ๒๓๐๙   ปีวอก บิดาชื่อนายท่วม มารดาชื่อนางทองดี เกษเวชสุริยา มีพี่น้องรวม ๙ คน ท่านเป็นคนที่ ๑ วัยเด็กท่านไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่ไปอยู่กับลุงที่กรุงเทพ ฯ และได้มีภรรยา ชื่อนางบุญสม มีบุตรด้วยกัน ๒ คน  ท่านอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า   เมื่ออายุ ๗ปี   เล่าเรียนหนังสือขอมและหนังสือไทยแตกฉานจนสามารถจารึกหนังสือลงในสมุดข่อยและใบลานได้   ท่านบวชเป็นพระภิกษุเมื่ออายุ ๒๐ ปี พากเพียรเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานจนบรรลุผลรู้แจ้งเห็นจริง   มีอำนาจจิตกล้าแข็ง เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก ท่านมีความสามารถหลายด้าน   รวมทั้งด้านยาสมุนไพร ท่านเป็นพระอาจารย์ของเสด็จกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ซึ่งได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์เมื่อปี ๒๔๕๐   หลวงปู่ศุขมรณภาพเมื่อ วันที่ ๒๑ มกราคม  ๒๔๖๖ รวมอายุ ๗๖ ปี


๕. สมเด็จโต

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์  (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ

            สมเด็จโตเกิดวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๓๓๑ ที่จังหวัดพิจิตร สันนิษฐานว่าท่านเป็นโอรสในรัชกาลที่ ๒ กับหญิงชาวบ้านชื่องุด ท่านบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในเมืองพิจิตร เมื่ออายุครบอุปสมบทจึงได้บวชที่วัดตระไกร   ท่านเป็นปูชนียบุคคลที่พุทธศาสนิกชนกล่าวขวัญถึงในนามสมเด็จโต ท่านรอบรู้แตกฉานในพระธรรมวินัยและธรรมปฏิบัติ   มีความเป็นเลิศในการเทศนา   ได้รับการยกย่องสรรเสริญในสติปัญญา   และปฏิภาณโวหารที่ฉลาดหลักแหลม     เปี่ยมด้วยจิตเมตตากรุณาแก่ผู้ตกยาก   มีอัธยาศัยมักน้อย   ถือสันโดษ   ท่านเป็นพระพี่เลี้ยง เป็นครูสอนหนังสือขอมและคัมภีร์มูลกัจจายน์เมื่อครั้งเจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวชเป็นสามเณร   ต่อมาเจ้าฟ้ามงกุฎได้ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๔   จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จโตเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ครั้นถึงงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖๐ พรรษาของรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จโตขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ในสมัยรัตนโกสินทร์ ในปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๔ สมเด็จโตได้สร้างวัดเกตุไชโย มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ พระมหาพุทธนันท์ ในช่วงปลายชีวิตของสมเด็จโต ท่านได้สร้างอนุสรณ์ไว้ดังนี้

- พระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ ที่วัดสะตือ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ปี ๒๔๑๓

- พระพุทธรูปนั่ง ที่วัดพิตเพียน (กุฎีทอง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

- พระพุทธรูป ที่วัดกลาง ตำบลคลองข่อย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

- เจดีย์ที่วัดละครทำ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพ ฯ

- รูปปั้นแทนโยมตา และโยมแม่ สร้าง ๒ หลัง ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพ ฯ

- หลวงพ่อโต ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม   กรุงเทพ ฯ

ที่สำคัญและเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป คือ พระคาถาชินบัญชร ที่สมเด็จโตเรียบเรียงมาจากคัมภีร์ที่ท่านพบในวัดเสด็จ จังหวัดกำแพงเพชร ท่านได้ฝันเห็นท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระ ที่สำเร็จญาณชั้นสูง ได้บอกและสั่งสอนเกี่ยวกับคัมภีร์ เมื่อท่านออกจากสมาธิท่านได้ศึกษาแปลความเป็นคาถาชินบัญชร เป็นคาถาที่ทุกคนท่องจำ ถ้าใครจำได้หมั่นท่องก็จะดีกับตนเอง   ท่านถือปฏิบัติในข้อธุดงควัตรทุกประการ   คือ ฉันในบาตร   ถือผ้าสามผืน ออกธุดงค์เยี่ยมป่าช้า นั่งภาวนา   เดินจงกรมจนวาระสุดท้าย ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน   ๒๔๑๕ รวมอายุ ๘๕ ปี ในสมัยรัชกาลที่ ๕


๖.หลวงปู่สด

พระมงคลเทพมุนี    (หลวงพ่อวัดปากน้ำ)   ฉายา “สด จนฺทสโร” วัดปากน้ำ อ.ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

            เกิดวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๒๗ ปีวอก ที่บ้านสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บิดาชื่อนายเงิน มารดาชื่อนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่น้องรวม ๕ คน ท่านเป็นคนที่ ๒ เริ่มต้นเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดบางปลาม้า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม   ท่านศึกษาและปฏิบัติด้านกัมมัฎฐานอย่างแรงกล้า   จนได้เห็นกายต่าง ๆ     ถึงขั้นธรรมกาย       นอกจากหลวงพ่อจะส่งเสริมการปฏิบัติธรรมทางด้านวิปัสสนาแล้วยังจัดการเรื่องการศึกษาพระปริยัติธรรมด้วย   ท่านมีเมตตาปราณีเป็นนิสัย สร้างคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่งใหญ่ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ รวมอายุ ๗๕ ปี


๗.หลวงปู่โต๊ะ

 

พระราชสังวราภิมณฑ์    (หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ)  วัดประดู่ฉิมพลี   กรุงเทพฯ

            เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๓๐ ตำบลบางพรหม อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม บิดาชื่อนายลอย มารดาชื่อนางทับ รัตนคอน   ท่านมีพี่น้องรวม ๒ คน ท่านเป็นคนโต ท่านศึกษาเบื้องต้นที่วัดเกาะแก้ว และบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี     อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดประดู่ฉิมพลี เมื่ออายุ ๒๐ ปี   ท่านเป็นผู้ปฏิบัติอยู่ในสมณธรรม   ออกธุดงค์จาริกไปยังสถานที่ต่างๆ   ทั้งในและต่างประเทศ   สถานที่บำเพ็ญธรรมของหลวงปู่มี ๒ แห่ง   คือ สำนักสงฆ์ถ้ำสิงโตทอง จังหวัดราชบุรี   และพระธาตุสมฟาง   อำเภอแม่อาย   จังหวัดเชียงใหม่   ท่านได้จัดตั้งโรงเรียนประถมศึกษาชื่อ   โรงเรียนวิริยบำรุง   ซึ่งต่อมาได้โอนเป็นของเทศบาลและเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนวัดประดู่ฉิมพลี ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๒๔   รวมอายุ ๙๔ ปี


๘.ครูบาพรหมจักร

พระสุพรหมยานเถระ (ครูบาพรหมา   พฺรหฺมจกฺโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

            เกิดวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๔๔๑ ปีจอ ที่ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน บิดาชื่อนายเป็ง มารดาชื่อบัวเถา พิมสาร   ท่านมีชื่อเดิมว่า พรหมา พิมสาร มีพี่น้องรวม ๑๓ คน ท่านเป็นคนที่ ๗ ท่านเป็นผู้บูรณะวัดพระพุทธบาทตากผ้าที่ร้างมานานนับเกือบพันปี   ให้รุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ท่านเป็นผู้มักน้อย ถือสันโดษด้านปัจจัย ๔ ตามมีตามเกิด ถือธุดงควัตร ฉันเอกา มีเมตตาธรรมสูง ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม   ๒๕๒๗    รวมอายุ ๘๖ ปี


๙.หลวงพ่อแพ

“พระธรรมมุนี” หรือ “หลวงพ่อแพ เขมังกโร” มีนามเดิมว่า แพ ใจมั่นคง เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๘ ตรงกับขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง ณ บ้านสวนกล้วย เลขที่ ๙๓/๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี บิดาชื่อ นายเทียน ใจมั่นคง มารดาชื่อ นางหน่าย ใจมั่นคง มีพี่น้องร่วมสายโลหิต ๔ คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง
     เมื่ออายุได้ ๘ เดือน โยมมารดาผู้ให้กำเนิดได้ถึงแก่กรรม ดังนั้น นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์ สามีภรรยาซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ได้ขอเด็กชายน้อยๆ ที่มีอายุเพียง ๘ เดือน จากนายเทียน ใจมั่นคง โยมบิดาผู้บังเกิดเกล้า โดยรับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม เมื่ออายุได้ ๑๑ ปี โยมบิดา-มารดาบุญธรรม (นายบุญ และนางเพียร ขำวิบูลย์) ได้นำเด็กชายแพไปฝากอยู่วัดกับสำนักอาจารย์ป้อม เพื่อที่จะศึกษาเล่าเรียนตามแบบโบราณนิยม คือ การเรียนภาษาไทย ภาษาขอม นอกจากนั้น ยังได้เรียนหนังสือมูลบทบรรพกิจ ทางธรรมก็มีพระมาลัยสูตร และยังได้หัดอ่านพระธรรมเจ็ดคัมภีร์  ปี พ.ศ.๒๔๖๑ เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี โยมบิดา-มารดาบุญธรรมได้ส่งไปศึกษาต่อที่สำนักวัดอาจารย์สม ภิกษุชาวเขมร วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ การศึกษาในกรุงเทพฯ ขั้นแรกได้เริ่มเรียนหนังสือโบราณท่องสนธิ (อัตโถ อักขระสัญญโตฯ), เรียนมูลกัจจายนสูตร เป็นเวลา ๑ ปี ต่อมา ก็ไปเป็นนักเรียนบาลีไวยากรณ์ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ครั้นต่อมาปี พ.ศ.๒๔๖๓ เมื่อศึกษาหาความรู้จนอายุได้ ๑๖ ปี ก็ได้เดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อเยี่ยมเยียนโยมบิดาผู้ให้กำเนิดและโยมบิดา-มารดาบุญธรรม เมื่อบุพการีทั้งสามของท่านเห็นว่าท่านโตพอสมควรแล้ว จึงได้ให้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๓ ณ วัดพิกุลทอง ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีพระอธิการพัน จันทสโร เจ้าอาวาสวัดพิกุลทอง (ในขณะนั้น) เป็นพระอุปัชฌาย์
    ครั้นเมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ก็ได้เดินทางกลับไปอยู่วัดชนะสงคราม ตามเดิม จนเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๖ ท่านสามารถสอบไล่นักธรรมชั้นตรีได้ (ในสมัยนั้นผู้เข้าสอบต้องอายุ ๑๙ ปีจึงจะมีสิทธิ์ เข้าสอบได้) นอกจากนี้แล้ว ท่านยังได้ศึกษาบาลีไวยากรณ์ต่อไปอีก จนสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๘ นับว่าได้นำเกียรติมาสู่วัดชนะสงคราม เป็นอย่างมาก จากนั้นท่านได้ไปเล่าเรียนที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ โดยเป็นศิษย์ของ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี)   
     ในปี พ.ศ.๒๔๖๘ นายเทียน ใจมั่นคง บิดาผู้บังเกิดเกล้าก็ได้ถึงแก่กรรม ท่านจึงเดินทางกลับไปจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อจัดการศพโยมบิดา แล้วกลับมาอยู่วัดชนะสงครามเช่นเดิม  สามเณรเปรียญแพ ขำวิบูลย์ ได้ทำการอุปสมบทเมื่ออายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ในวันขึ้น ๖ ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันพุธที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๙ ณ พระอุโบสถวัดพิกุลทอง โดยมีพระมงคลทิพย์มุนี เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์, ท่านพระครูสิทธิเดช วัดชนะสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และท่านเจ้าอธิการอ่อน วัดจำปาทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “เขมังกโร” แปลว่า “ผู้ทำความเกษม
      ภายหลังจากอุปสมบทแล้ว พระแพ เขมังกโร หรือมหาแพ ก็ได้เดินทางกลับสู่วัดชนะสงคราม เพื่อตั้งใจศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรม ให้ได้ในระดับสูงที่สุด เพื่อที่จะได้นำความรู้ ความสามารถที่ได้ฝักใฝ่ศึกษาเล่าเรียนนั้น นำไปสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าและประโยชน์ต่อชุมชนและพระพุทธศาสนาอย่างเต็ม ที่ พระแพ เขมังกโร พยายามที่จะศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ อ่านหนังสือตำราเรียนอยู่เสมอ และในปีเดียวกันนั้นท่านสอบนักธรรมชั้นโทได้ โดยความมุมานะพยายาม โดยอาศัยแสงสว่างจากเทียนไขหรือตะเกียง โดยส่วนมากเพราะสาเหตุนี้ นัยน์ตาอันเป็นส่วนสำคัญของสังขาร ก็เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ตรากตรำอ่านหนังสือมากเกินไปในที่สุด นายแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้แนะนำไม่ให้อ่านหนังสืออีกต่อไป มิฉะนั้น นัยน์ตาอาจพิการได้   ดังนั้นภายหลังจากสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยคแล้ว การศึกษาด้านพระปริยัติธรรมก็ต้องยุติลง แต่ด้วยความที่เป็นผู้มีใจใฝ่การศึกษา พระแพ เขมังกโร จึงได้ศึกษาและปฏิบัติสมถกัมมัฎฐาน วิปัสสนากัมมัฎฐานในสำนักของพระครูภาวนาฯ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จนชำนาญและดำเนินการสั่งสอนให้แก่ประชาชนทั่วไป  ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๑-๒๔๗๒ ท่านได้รับหน้าที่เป็นครูสอนบาลี โดยสอนตามคณะต่างๆ ของวัดชนะสงคราม หลวงพ่อแพ เป็นพระเถราจารย์ ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ มีเมตตาเป็นที่สุด มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง อาทิเช่น ประเทศฮ่องกง, สิงคโปร์, ไต้หวัน, มาเลเซีย เป็นต้น วัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้นทุกรุ่นของท่านนั้นปรากฏพุทธคุณสูงเยี่ยมในทุกๆ ด้าน ล้วนได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นที่เลื่องชื่อลือชาอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีประสบการณ์มากมาย ทั้งแคล้วคลาด คุ้มครอง โชคลาภ ค้าขายร่ำรวย ตลอดชีวิตของหลวงพ่อแพ ท่านได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างเอนกอนันต์ และได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อนหรือตกทุกข์ได้ยากตลอดมา ท่านเปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนทั่วไป ได้แผ่บารมีช่วยเหลือกิจการต่างๆ ผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวสิงห์บุรีและพุทธศาสนิกชนทั่วไป จนได้รับความเคารพยกย่องถึงกับมีการขนานนามท่านว่า “เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำน้อย”  

     ท่านมรณภาพเมื่อวันพุธที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๒ สิริอายุรวม ๙๔ พรรษา

 


๑๐.หลวงพ่อเกษม

หลวงพ่อเกษม เขมโก   สุสานไตรลักษณ์   จ.ลำปาง

            เกิดวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๕๕ ปีชวด ท่านเป็นชาวลำปางโดยแท้ บิดาชื่อนายน้อยหนู มณีอรุณ   มารดาชื่อนางบัวจ้อน   ณ ลำปาง ท่านเป็นผู้ถือสันโดษ   เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน   ใช้อำนาจจิตควบคุมร่างกายเข้าสู่สมาธิภาวนา   นั่งวิปัสสนาหน้าเชิงตะกอนกลางแดดร้อนระอุ   ไม่ติดในรสอาหาร   เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เมตตาสูงส่ง   ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๙ รวมอายุ ๘๔ ปี   แต่ทุกวันนี้ท่านยังเป็นดุจร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ความร่มเย็นแก่ประชาชนทั่วไป


๑๑.หลวงปู่เทศก์

พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์   (หลวงปู่เทศก์ เทสรังฺสี) วัดหินหมากเป้ง   อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

            เกิดวันเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๔๕ เดิมชื่อ เทสก์   เรียวแรง เกิดที่ตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อนายอุสาห์ มารดาชื่อนางครั่ง เรี่ยวแรง มีอาชีพทำนา มีพี่น้องรวม ๑๐ คน ท่านเป็นคนที่ ๙ ท่านสนใจการเจริญวิปัสสนามาตั้งแต่เด็ก   และได้บวชเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๖ ปี บวชเป็นพระภิกษุ   เมื่ออายุ ๒๒ ปี   ที่วัดสุทัศน์ จังหวัดอุบลราชธานี   ท่านเป็นลูกศิษย์ที่สำคัญของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตองค์หนึ่ง ท่านมักให้โอวาทและเทศนาธรรมแก่ญาติโยมเสมอมา หนังสือธรรมะที่หลวงปู่เขียนขึ้น หรือ หนังสือที่รวบรวมธรรมเทศนาของท่านที่แสดงในโอกาสต่าง ๆ เป็นหนังสือที่ให้คติธรรม เกร็ดธรรม และแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ฝึกหัดจิต   ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆาธิการหลายตำแหน่ง เช่น เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าคณะอำเภอ ภูเก็ต-พังงา-กระบี่ (ธรรมยุต) และในปี ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระที่พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์   และในปี ๒๕๓๔ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นราช ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ สถิต ณ วัดหินหมากเป้ง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหินหมากเป้ง   อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย   ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม   ๒๕๓๗   รวมอายุ ๙๓ ปี


๑๒.ไต้ซื้อเย็นบุญ

หลวงจีนคณาณัติจีนพรต  (ไต้ซือเย็นบุญ) วัดทิพย์วารีวรวิหาร     กรุงเทพฯ – พระนิกายมหายาน

ปี ๒๔๖๓              เกิดที่ตำบลฉั่วฉู   อำเภอเท่งไฮ้ มณฑลกวางตุ้ง   สาธารณรัฐประชาชนจีน

ปี ๒๔๘๐              เดินทางมาประเทศไทย

ปี ๒๔๘๒              บวชเป็นสามเณร โดยพระอาจารย์โพธิ์แจ้ง เป็นพระอุปัชฌาย์

ปี ๒๔๘๓              เดินทางไปประเทศจีน อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดล่งเชียง ภูเขาเป่าหัว มณฑลเกียงซูศึกษาพระวินัยกับพระอาจารย์เมียวยิ้ว   และศึกษาวิปัสสนากับพระอาจารย์วัดกังเทียน เมืองติงเกียง   ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นใบฎีกาวัดหนานหัง เมืองเชากวน ต่อมาได้รับตำแหน่งหัวหน้าศาลาธรรมวัดไพโรจน์ ณ นครหนานกิง มีโอกาสได้ศึกษาวิปัสสนาต่อพระอาจารย์ซีหยวน  

ปี ๒๔๙๐              เดินทางกลับมาประเทศไทย   ติดตามพระอาจารย์โพธิ์แจ้ง ช่วยสร้างวัดโพธิ์เย็น ที่จังหวัดกาญจนบุรี

ปี ๒๔๙๓              ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เย็น

ปี ๒๔๙๔              ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทิพยวารีวิหาร

ปี ๒๔๙๕              ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นหลวงจีนธรรมรสจีนศาสน์ และปลัดซ้ายแห่งจีนนิกาย

ปี ๒๔๙๗              เลื่อนเป็นปลัดขวาแห่งจีนนิกาย

ปี ๒๕๐๐              ได้เลื่อนเป็นหลวงจีนภณารบัติจีนพรต และเป็นพระอุปฌายะ คณะสงฆ์จีนนิกาย

ในปีเดียวกันนี้ คุณถาวร พรประภา   ได้ถวายที่ดินที่พัทยาแด่ท่านผืนหนึ่ง เพื่อเป็นที่พักผ่อน ท่านเห็นว่าที่นั้นอยู่ในทำเลที่ตากอากาศ จึงได้สร้างวัดฮกเงี้ยมขึ้น พร้อมด้วยสร้างรูปพระเมตไตรยโพธิสัตว์ขึ้น ณ หน้าประตูวัด

ปี ๒๕๑๗             พระเย็นฮ้วงได้วางแผนสร้างวัดเล่งฮัวยี่ (วัดมังกรบกุษบา) ขึ้น ณ จังหวัดจันทบุรี แต่ยังไม่ไม่ทันได้ทำอะไร ท่านก็มรณภาพเสียก่อน ชาวพุทธบริษัททั้ง ๔ ในจังหวัดจันทบุรี ได้ร่วมทำหนังสือขอให้ท่านสร้างต่อ   ด้วยความศรัทธาของบรรดาพุทธสาวก ท่านจึงยอมรับงานนี้ และได้ช่วยบอกบุญแก่ศิษย์ เพียงเวลาไม่กี่ปีก็ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยและเตรียมจะประกอบพิธีผูกพัทธสีม

ปี ๒๕๑๘              เดินทางไปยังฮ่องกงและไต้หวัน ได้รับการต้อนรับโดยดีจากคณะพุทธสาวก

ปี ๒๕๑๙              ชาวพุทธเมืองปีนัง ได้นิมนต์ท่านไปยังปีนังและประเทศญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นต่างชมชอบต่อลายหนังสือจีนของท่านเป็นอย่างยิ่ง

ปี ๒๕๒๔              ที่ประชุมพระสงฆ์จีนสากล ณ ฮ่องกง ได้เลือกท่านเป็นประธานในคณะประธาน ซึ่งเป็นตำแหน่งทีมีเกียรติอย่างยิ่ง

ปี ๒๕๒๖              ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๒๖ อย่างกะทันหันด้วยโรคไข้จับสั่น รวมอายุ ๖๓ ปี   ท่านอยู่ในสมณเพศรวม ๔๔ พรรษา


๑๓.ไต้ซือเย็นเชี้ยว  

พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ มีนามเดิมว่า เย็นเชี้ยว เกิดในตระกูลแซ่เจียม มีภูลำเนาเดิมอยู่เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร บิดาชื่อ นายยุ่นฮะ แซ่เจียม มารดาชื่อ นางซิ้วเกียว แซ่ลี้ เชื้อชาติจีน (จีนแต้จิ๋ว) จากมณฑลกวางตุ้ง โดยพระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ เกิดในประเทศไทย เมื่อปี ๒๔๘๒ จากนั้นได้บรรพชาเป็นสามเณรคณะสงฆ์จีนนิกายในปี ๒๕๐๒ และอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในปี ๒๕๐๓ ณ วัดโพธิ์เย็น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี โดยมีพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร หรือพระอาจารย์โพธิ์แจ้ง เป็นพระอุปัชฌาย์

       ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมังกมลาวา­ส (เล่งเน่ยยี่) รูปที่ ๙ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ เป็นผู้ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นที่แตกฉาน ว่างจากิจวัตรประจำวันแล้ว ชอบการกุศล ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก เคร่งครัดระเบียบวินัย เป็นพระอาจารย์อบรมสั่ง­สอนพระภิกษุสามเณรเป็นมากกว่า ๑๕ ปี และมีปณิธานที่จะพัฒนาพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า จึงเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน กระทั่งได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ที่ พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ ท่านมรณภาพวันที่ ๒๕ ต.ค.๒๕๕๘  สิริอายุ ๗๖ ปี 


๑๔.ครูบาวงศ์  

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา   (ครูบาวงศ์)   วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม   อ.ลี้   จ.ลำพูน

            เกิดวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๕๖ ชื่อเดิมว่า วงศ์ หรือ ชัยวงศ์ ต๊ะแหนม ที่ตำบลหันก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน   มีพี่น้องรวม ๙ คน ท่านเป็นคนที่ ๓ ท่านเป็นพระนักพัฒนา   นักเทศน์   เป็นที่เคารพรักอย่างยิ่งของพี่น้องชาวกะเหรี่ยง ในเขตอำเภอลี้     ท่านเป็นผู้นำชาวกะเหรี่ยงสู่การดำรงชีพที่ดีขึ้น   วัดของท่านได้ชื่อว่า เป็นแผ่นดินธรรม แดนทองของผู้ใฝ่ธรรม ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม   ๒๕๔๓   รวมอายุ ๘๗ ปี


๑๕.หลวงปู่ชา

พระโพธิญาณเถระ   (หลวงปู่ชา สุภัทโท)   วัดหนองป่าพง   อ.วารินชำราบ   จ.อุบลราชธานี

            เกิดวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๖๑ ที่ตำบลบ้านธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เดิมชื่อว่า ชา ช่วงโชติ บิดาชื่อนายมา มารดาชื่อนางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องรวม ๑๐ คน   ท่านเป็นผู้ที่ทำให้ชาวต่างประเทศรู้จักพระพุทธศาสนา   จนเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัตรจำนวนมากและท่านได้สร้างวัดป่านานาชาติขึ้น   ท่านมีความเพียรในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน   ในสายพระอาจารย์มั่น   ภูริทัตโต     โดยถือหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จ       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่า   “ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณอันควรเสียก่อน   แล้วจึงค่อยสอนคนอื่นทีหลัง”   จัดเป็นฝ่ายคันถธุระ   คณะอรัญวาสี   ได้รับสมณะศักดิ์เป็นพระราชาคณะตำแหน่งพระโพธิญาณเถระ   เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๖ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๕   รวมอายุ ๗๔ ปี


๑๖. หลวงปู่ขาว

หลวงปู่ขาว (อนาลโย) นามเดิมชื่อ ขาว โคระถา เกิดวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ปีชวด  ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภออำนาจเจริญ จังหวัอุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ) บิดาชื่อ พั่ว โคระถา มารดาชื่อ รอด โคระถา  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๗ คน ท่านเป็นคนที่ 4 ทำอาชีพหลักของครอบครัว คือ ทำนาและค้าขาย  ต่อมาท่านได้สมรสกับนางมี โคระถา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒ ขณะอายุได้ ๒๐ ปี มีบุตรด้วยกัน ๒ คน  ใช้ชีวิตคู่ได้ ๑๑ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นอกจากหลวงปู่ขาวแล้วยังมีผลผลิตทางธรรมจากบ้านบ่อชะเนงและเป็นญาติกับหลวงปู่ขาว อีก ๒ รูป คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดวัดสัมพันธวงศาราม พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร กรุงเทพมหานคร และพระราชปรีชาญาณมุนี (หลอม มหาวิริโย ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดบ่อชะเนง และเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ   

     ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ที่วัดโพธิ์ศรี (ปัจจุบันคือวัดบ่อชะเนง) บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ สังกัดคณะมหานิกาย มีท่านพระครูพุฒิศักดิ์ฯ เจ้าคณะอำเภออำนาจเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์บุญจันทร์ฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และจำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรี ๖ พรรษา

     ต่อมาหลวงปู่ขาวเกิดความศรัทธาในปฏิปทาของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จึงได้ญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุติกนิกายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ขณะมีอายุได้ ๓๗ ปี ณ พัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี มีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นประธานพิธี พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระชิโนวาทธำรง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุฑโฒ เป็นพระกรรมวาจาจารย์  

      หลังกระทำญัตติกรรมเข้าคณะธรรมยุติกานิกายแล้ว ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีเป็นเวลา ๘ ปี จากนั้นได้เดินธุดงค์ตาม ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ต่างๆ ท่านออกเดินทางทุกปี และได้สมบุกสมบันไปแทบทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้เคยเดินธุดงค์ร่วมกับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นเวลารวมกันหลายปีอีกด้วย

     ท่านได้สร้างบารมีอยู่ในป่าเขาเป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมาตามความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่น นึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนานไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างก็จะมาหาจริงๆ และ เดินตรงมายังกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ท่านทราบว่าเขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป เวลาที่ท่านนึกถึงเสือ ก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวันตกกลางคืนเสือก็มาเพ่นพ่านภายในวัดบริเวณที่ท่านพักอยู่ 

หลวงปู่ขาวมรณภาพในวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ อายุ ๙๕ ปี ๖๔ พรรษา โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอดตั้งบำเพ็ญพระราชกุศล ๗ วัน พระราชทานโกศโถฉัตรเบญจาตั้งประดับ และพระราชทานเพลิงศพวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น ปรากฏว่า วัดถ้ำกลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่กลับคับแคบไปถนัดใจ ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาถวายสักการะสรีระร่างของท่านนับเป็น จำนวนแสนคน นับเป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศทีเดียว


๑๗.หลวงพ่อเปลื้อง  

พระครูภาวนารังษี (เปลื้อง เริงเชียร) "วิสฏฺโฐ"

     เกิดเมื่อ ปีขาล พุทธศักราช ๒๔๔๕ ที่บ้านอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นบุตรของ นายแว้ด และนางเปี่ยม  อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๑ ปี จำพรรษาที่ วัดบางบาล ๑ พรรษา วัดมณฑป   ๓ พรรษา ไปเรียนกรรมฐานที่ วัดถ้ำตะโก จังหวัดลพบุรี ๔ พรรษา ย้ายมาอยู่ที่วัดยม ( ร้าง ) อำเภอบางบาล และได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ วัดยม จนได้รับการยกให้เป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษา และได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูภาวนาพิริยคุณ ท่านจำพรรษาอยู่วัดยม ๑๔ พรรษา
     พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่อ หลวงพ่อฉลวย  สุธมฺโม ผู้เริ่มบุกเบิกวัดใหญ่ชัยมงคล ต้องการจะออกจาริกหาที่ปฏิบัติธรรมตามอัธยาศัย จึงได้นิมนต์ พระครูภาวนาพิริยคุณ ให้มาดูแลวัดใหญ่ชัยมงคลแทน พระครูภาวนาพิริยคุณ ได้เดินทางมาเพื่อดูสถานที่ พอเห็นว่าวัดใหญ่ชัยมงคลเป็นสถานที่ที่สงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จึงได้เดินทางกลับไปที่วัดยม เพื่อลาญาติโยม และได้เดินทางมาวัดใหญ่ชัยมงคลในวันนั้นนั่นเอง

      เมื่อพระครูภาวนาพิริยคุณมาจำพรรษาที่วัดใหญ่ชัยมงคล ( ร้าง ) ได้เร่งฟื้นฟูบูรณปฏิสังขรณ์วัดเป็นการใหญ่ อาศัยแรงกาย แรงใจ ของพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และฆารวาสญาติโยม วัดใหญ่ชัยมงคล จึงได้รับการยกขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุจำพรรษาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ แม้งานด้านการพัฒนาจะมีมากมาย แต่ท่านก็ไม่ได้ละเว้นงานด้านพระศาสนา คือการทำกิจวัตร และปฏิบัติพระกรรมฐาน ทั้งยังสอดส่องดูแลผู้ใต้ปกครองให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดอีกด้วย
     พระครูภาวนาพิริยคุณ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระครูภาวนารังสี พระครูเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท  ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

 ท่านมรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖

คติธรรมของท่าน "อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังวาจา"


๑๘.หลวงพ่อทองย้อย

 

พระธรรมญาณมุนี (ทองย้อย บัวอ่อน) ฉายา “กิตฺติทินฺนเถร” วัดกวิศราราม อ.เมือง จ.ลพบุรี

            เดิมชื่อว่า ทองย้อย บัวอ่อน เกิดวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๔๘ เป็นบุตรของนายทิพย์ นางขาว บัวอ่อน มีอาชีพทำนา ท่านบวชเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๖ ปี ที่วัดมหาธาตุ   และบวชเป็นพระภิกษุเมื่ออายุได้ ๒๐ ปี   ท่านเป็นพระที่มีจิตมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียนถึงขั้นสอบได้เปรียญธรรมประโยค ๘ เมื่ออายุ ๒๖ ปี   ในปี ๒๔๗๖ สมเด็จพระวันรัตน เขมจารีมหาเถระ พระอุปัชฌายะ ได้ให้ท่านกลัยมาตุภูมิจังหวัดลพบุรี ณ วัดพรหมศาสตร์ เพื่อบำเพ็ญศาสนกิจ     ในปี ๒๔๘๑ ท่านย้ายมาอยู่ที่วัดกวิศรารามในฐานะเจ้าอาวาส   ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้าง   ท่านได้บูรณะให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง   พร้อมทั้งได้เปิดสอนหนังสือขึ้นในวัด และในปี ๒๔๘๙   ได้จัดตั้งโรงเรียนวินิตศึกษาขึ้นในบริเวณวัด   จัดตั้งโรงเรียนบาลีนักธรรม วัดกวิศราราม โรงเรียนพุทธศาสตร์วันอาทิตย์ด้วย ท่านมีผลงานดีเด่นในหลายๆ ด้าน     เช่น การศึกษา การปกครอง เป็นพระนักพูด นักเขียน   เป็นกำลังสำคัญในงานด้านพระพุทธศาสนา   และกิจการของคณะสงฆ์   รวมทั้งงานการศึกษาและการสาธารณสุขของสังคม   ท่านได้รับพระราชทานปริญญาพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาคุรุศาสตร์) จากสภามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๖ และในวันที่ ๕ ธันวาคม๒๕๓๓   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ “พระพุทธวรญาณ” ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๓๕   รวมอายุ ๕๗ ปี


๑๙.หลวงพ่อกวย

"หลวงพ่อกวย ชุตินธโร" อดีตเจ้าอาวาสวัดโฆสิตาราม (วัดบ้านแค) ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมรุ่นเก่าอีกรูปหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคกลาง  ชาติภูมิ หลวงพ่อกวย เดิมชื่อ กวย ปั้นสน เกิดเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ณ หมู่บ้าน บ้านแค หมู่ ๙ ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายตุ้ย และนางต่วน เดชมา ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องของบิดามารดา  เมื่ออุปสมบทได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านแค ตอนนั้นหลวงปู่มา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ พระกวยหัดเทศน์เวสสันดรชาดก หลังจากนั้นได้ไปเรียนวิชาแพทย์โบราณกับหมอเขียน เพื่อเรียนวิชารักษาโรคระบาด หรือโรคห่าเเละโรคไข้ทรพิษ  หลวงพ่อกวย ไม่ชอบการก่อสร้าง ชอบความเป็นอยู่สมถะ แม้กุฏิของหลวงพ่อก็เป็นไม้ทรงไทยโบราณ แต่การก่อสร้างนั้นหลวงพ่อยกหน้าที่ให้กรรมการวัด แม้การก่อสร้างก็ให้กรรมการวัดและชาวบ้านทำ ดังนั้น วัดบ้านแค จึงมีแต่กุฏิเก่า ๆ  หลวงพ่อกวย มรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๒๒ สิริอายุ ๗๔ พรรษา ๕๔ 

 

 


 

Copyright © 2017 Thai Human Imagery Museum. All rights reserved.